การถูกเลิกจ้างเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีลูกจ้างคนไหนอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ความตระหนก แต่คือการ ตั้งสติ และตรวจสอบสิทธิของตนเองตามกฎหมายแรงงาน เพราะในหลายครั้ง นายจ้างอาจฉวยโอกาสจากความไม่รู้กฎหมายของลูกจ้าง ทำให้ท่านเสียสิทธิประโยชน์ที่เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่ควรจะได้รับเพื่อนำไปดำรงชีพในระหว่างหางานใหม่
1. ถูกเลิกจ้างต้องทำอย่างไร เช็กลิสต์สิ่งแรกที่ต้องทำทันที
เมื่อท่านได้รับแจ้งข่าวร้ายว่า พ้นสภาพพนักงาน หรือ เชิญออก อย่าเพิ่งรีบเซ็นเอกสารใดๆ โดยที่ยังไม่อ่านให้ละเอียด เพราะเอกสารเหล่านั้นอาจซ่อนถ้อยคำสละสิทธิเรียกร้องต่างๆ ไว้ สิ่งที่ท่านต้องทำมีดังนี้
1. ขอหนังสือเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร กฎหมายระบุว่านายจ้างต้องระบุเหตุผลการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกกล่าว หากนายจ้างไม่ระบุเหตุผลไว้ นายจ้างจะไม่สามารถยกเหตุผลความผิดของท่านขึ้นมาอ้างในศาลภายหลังได้ นี่คือจุดตายที่สำคัญมากในทางคดี
2. ตรวจสอบวันที่มีผลเลิกจ้างและวันจ่ายเงิน ต้องชัดเจนว่าจ้างออกถึงวันไหน และจะได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายรวมถึงเงินชดเชยเมื่อไหร่
3. เก็บรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบ
สัญญาจ้างงาน
สลิปเงินเดือน (ย้อนหลังอย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อใช้คำนวณรายได้เฉลี่ย)
กฎระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
หลักฐานการสื่อสาร เช่น แชตไลน์ (Line), อีเมล (Email) ที่มีการสนทนาเรื่องการเลิกจ้างหรือคำสั่งงานต่างๆ
พยานบุคคล (ถ้ามี)
2. เช็คสิทธิทันที เงิน 5 ก้อนที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ
เมื่อถูกเลิกจ้างโดยที่ท่านไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรง กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้ท่านมีสิทธิได้รับเงินดังต่อไปนี้
1. ค่าจ้างค้างจ่าย เงินเดือนตั้งแต่วันแรกของงวดจนถึงวันสุดท้ายที่ทำงาน รวมถึงค่าล่วงเวลา (OT) ที่ยังไม่ได้รับ
2. ค่าชดเชย (Severance Pay) ตามมาตรา 118
3. สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) กรณีให้ออกทันทีโดยไม่บอกล่วงหน้า
4. เงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนประจำปี (วันลาพักร้อน) ที่สะสมไว้และยังไม่ได้ใช้
5. ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม กรณีที่เหตุผลการเลิกจ้างฟังไม่ขึ้น
3. วิธีคิดเงินชดเชยเลิกจ้าง (Severance Pay) ตามมาตรา 118
นี่คือเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายเพื่อตอบแทนความชอบที่ลูกจ้างทำงานมานาน และเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่ตกงานโดยไม่คาดฝัน อัตราค่าชดเชยจะขึ้นอยู่กับ อายุงาน ของท่าน ดังนี้
-ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
-ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
-ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
-ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน
- ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
- ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน
ค่าจ้างอัตราสุดท้าย หมายรวมถึงเงินเดือนและเงินอื่นๆ ที่นายจ้างจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาปกติด้วย เช่น ค่าตำแหน่ง, ค่าพาหนะ (แบบเหมาจ่าย), หรือค่าวิชาชีพ หากท่านมีรายได้เหล่านี้ ต้องนำมารวมเป็นฐานคำนวณ จะทำให้ยอดเงินชดเชยสูงขึ้น
4. สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) คืออะไร
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 17 การเลิกจ้างสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไป
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติบริษัทตัดวิกจ่ายเงินทุกวันที่ 30 ของเดือน
ถ้านายจ้างบอกเลิกจ้างวันที่ 28 สิงหาคม (ก่อนวันจ่ายเงิน) จะให้มีผลเลิกจ้างได้เร็วที่สุดคือวันที่ 30 กันยายน (วันจ่ายเงินคราวถัดไป) ท่านยังต้องได้รับเงินเดือนเต็มเดือนกันยายน
แต่ถ้านายจ้างบอกว่า เก็บของออกไปได้เลยวันนี้ (28 ส.ค.) นายจ้างต้องจ่ายเงินเดือนของเดือนสิงหาคม และต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เท่ากับค่าจ้างของเดือนกันยายนทั้งเดือนให้ท่านด้วย หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ค่าตกใจ นั่นเอง
กรณีแจ้งไม่ครบกำหนด นายจ้างต้องจ่ายส่วนที่ขาดให้ครบตามจำนวนวันที่ควรจะบอกกล่าว
5. ข้อยกเว้น กรณีไหนบ้างที่นายจ้าง ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย (มาตรา 119)
กฎหมายให้ความยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย หากลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรง นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและไม่ต้องจ่ายค่าตกใจ ตามมาตรา 119 ดังนี้
1. ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง เช่น ยักยอกเงินบริษัท ขโมยของบริษัท
2. จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เช่น แกล้งทำลายเครื่องจักร หรือจงใจปล่อยข้อมูลความลับให้คู่แข่ง
3. ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง คำว่า ร้ายแรง เป็นดุลพินิจศาล แต่ต้องเสียหายมากจริงๆ เช่น สูบบุหรี่ในคลังน้ำมันจนเกิดไฟไหม้ (แค่ทำแก้วแตกโดยประมาท ไม่ถือว่าร้ายแรง)
4. ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว (เว้นแต่กรณีร้ายแรงไม่ต้องเตือน) และหนังสือเตือนมีอายุไม่เกิน 1 ปี
5. ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร (ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่)
6. ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษหรือความผิดที่กระทำโดยประมาท
นายจ้างต้องระบุเหตุผลตามมาตรา 119 เหล่านี้ไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น หากตอนไล่ออกไม่ได้ระบุเหตุผล หรือระบุว่าเลิกจ้างทั่วไป แล้วมาอ้างในศาลทีหลังว่าลูกจ้างทุจริต นายจ้างจะแพ้คดีและต้องจ่ายค่าชดเชยทันที
6. ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม (Unfair Dismissal)
นอกเหนือจากเงินชดเชยตามอายุงานแล้ว หากสาเหตุที่ไล่ออกนั้น ฟังไม่ขึ้น หรือเป็นการกลั่นแกล้ง เช่น ไล่ออกเพราะไม่ชอบหน้า ไล่ออกเพราะตั้งครรภ์ หรือไล่ออกโดยอ้างว่าขาดทุนแต่ความจริงบริษัทกำไรมหาศาล กรณีนี้เรียกว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม (Unfair Dismissal)
ท่านมีสิทธิฟ้องศาลแรงงานเพื่อเรียกค่าเสียหายส่วนนี้เพิ่มได้ (ตามมาตรา 49 พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ) ซึ่งศาลจะกำหนดให้ตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากอายุงาน อายุตัว ความเดือดร้อน และมูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง
7. ช่องทางเรียกร้องสิทธิ ร้องเรียนที่ไหนได้บ้าง
หากนายจ้างเบี้ยวไม่จ่ายเงิน ท่านมี 2 ทางเลือกหลักในการต่อสู้
ทางเลือกที่ 1 ร้องพนักงานตรวจแรงงาน (กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน)
เหมาะสำหรับ คดีที่ข้อเท็จจริงไม่ซับซ้อน เช่น นายจ้างค้างจ่ายเงินเดือน หรือไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายเป๊ะๆ
ขั้นตอน ไปเขียนคำร้อง (คร.7) ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในเขตพื้นที่ที่ท่านทำงาน เจ้าหน้าที่จะเรียกนายจ้างมาสอบสวนและมีคำสั่งภายใน 60 วัน
ข้อดี ฟรี รวดเร็ว และเจ้าหน้าที่จัดการให้
ทางเลือกที่ 2 ฟ้องศาลแรงงาน
เหมาะสำหรับ คดีที่มีข้อโต้แย้งซับซ้อน หรือต้องการเรียก ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม (ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจสั่งจ่ายส่วนนี้)
ขั้นตอน
1. ไปที่ศาลแรงงาน (หรือศาลจังหวัดแผนกคดีแรงงาน) ในเขตพื้นที่
2. พบนิติก ของศาล ท่านสามารถเล่าเรื่องให้เขียนคำฟ้องให้ได้ โดยไม่ต้องจ้างทนายความ (ยื่นฟ้องด้วยวาจาได้)
3. คำขอท้ายฟ้อง ขอให้รับกลับเข้าทำงาน หรือ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย (ค่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม) + ค่าชดเชย + สินจ้างแทนการบอกกล่าว + ดอกเบี้ยผิดนัด
ค่าธรรมเนียม การฟ้องคดีแรงงาน ไม่มีค่าธรรมเนียมศาล
กระบวนการ ศาลจะนัด ไกล่เกลี่ย ก่อน หากตกลงกันได้ก็จบ รับเงิน หากตกลงไม่ได้ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีสืบพยานต่อไป
8. สิทธิประกันสังคมกรณีว่างงาน อย่าลืมไปขึ้นทะเบียน
นอกจากเงินจากนายจ้างแล้ว ท่านยังมีเงินอีกก้อนที่รออยู่จากกองทุนประกันสังคม
เงื่อนไข ท่านต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนว่างงาน
สิทธิประโยชน์
กรณีถูกเลิกจ้าง ได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย (คิดจากฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท) เป็นระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน ต่อปี
ตัวอย่าง เงินเดือน 20,000 บาท (คิดฐาน 15,000) จะได้เดือนละ 7,500 บาท นาน 6 เดือน รวม 45,000 บาท
กรณีลาออกเอง ได้รับเงินทดแทน 30% ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน ต่อปี (ได้เดือนละ 4,500 บาท นาน 3 เดือน)
สิ่งที่ต้องทำ ต้องรีบไปขึ้นทะเบียนว่างงานที่เว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน หรือไปที่สำนักงานจัดหางานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ว่างงาน หากไปช้า ท่านจะเสียสิทธิในวันที่เกินกำหนดไป
การประกันตัวผู้ต้องหาเป็นกระบวนการสำคัญในกระบวนการยุติธรรมที่ช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาระหว่างการพิจารณาคดี โดยทนายความมีบทบาทสำคัญในการดำเนินการดังกล่าว ทนายความสามารถยื่นคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องหาได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้ต้องหา ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของศาลอย่างเคร่งครัด ศาลจะพิจารณากำหนดวงเงินประกันโดยคำนึงถึงปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ ความร้ายแรงของข้อกล่าวหา พฤติการณ์แห่งคดี ความเสี่ยงในการหลบหนี โอกาสในการกระทำความผิดซ้ำ พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง #ทนายโตน #0945241915

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น