ประกันรถยนต์ไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทน ขั้นตอนร้องเรียน–ฟ้องเรียกเงิน และหลักกฎหมาย

ที่ควรรู้

 

อุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สร้างความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้ขับขี่และบุคคลภายนอก เมื่อเกิดเหตุขึ้น ผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายย่อมคาดหวังความคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยตามสัญญาที่ได้ทำไว้ หรือตามที่กฎหมายกำหนด ทว่าในทางปฏิบัติมักปรากฏปัญหา ประกันไม่จ่ายค่าสินไหม หรือ ประกันไม่ยอมจ่ายค่าสินไหม โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา เช่น ข้อยกเว้นในกรมธรรม์ หรือความประมาทของผู้ขับขี่ ทำให้ผู้เสียหายต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล

 

 1. ความหมายและขอบเขตของ ค่าสินไหมทดแทน ตามกฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

 

คำว่า ค่าสินไหมทดแทน รถชน หรืออุบัติเหตุจราจรนั้น มิได้หมายความเพียงแค่ค่าซ่อมรถ หรือค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมความเสียหายทุกมิติที่เกิดขึ้นจากการละเมิด ดังนี้

 

 1.1 ค่าสินไหมทดแทน กรณีบาดเจ็บ

เมื่อผู้ประสบภัยได้รับบาดเจ็บ ค่าสินไหมทดแทน กรณีบาดเจ็บ ที่สามารถเรียกร้องได้ ได้แก่

 ค่ารักษาพยาบาล (ทั้งปัจจุบันและในอนาคต หากแพทย์ระบุว่าต้องรักษาต่อเนื่อง)

 ค่าขาดรายได้ระหว่างพักรักษาตัว

         ค่าเสียความสามารถในการประกอบการงาน (กรณีพิการหรือทุพพลภาพ)

         ค่าสินไหมทดแทน กระดูกหัก หรือการสูญเสียอวัยวะ ซึ่งจะมีเกณฑ์การจ่ายตามกรมธรรม์และตามที่ คปภ. กำหนด

 

 1.2 ค่าสินไหมทดแทน กรณีเสียชีวิต

หากถูกรถชนเสียชีวิต เรียกร้องอะไรได้บ้าง ในกรณีนี้ ทายาทโดยธรรมหรือผู้จัดการมรดกมีสิทธิ เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณี หรือประกันภัย ดังนี้

         ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443)

 ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู (สำหรับบิดามารดา บุตร หรือคู่สมรสของผู้ตาย)

         เรียกค่าสินไหมจากพรบ กรณีเสียชีวิต ซึ่งปัจจุบันมีความคุ้มครองขั้นต่ำที่ 500,000 บาท

 

 1.3 ค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน (ค่าทำขวัญ)

คำว่า ค่าทำขวัญ รถชน เป็นภาษาชาวบ้านที่มักใช้เรียก ค่าเสียหายต่ออนามัยหรือจิตใจ หรือ ค่าสินไหมทดแทน ทางจิตใจ (Nonpecuniary damages) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้เรียกได้กรณีที่ได้รับความเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัย เพื่อชดเชยความเจ็บปวดทนทุกข์ทรมาน

 

 1.4 ค่าเสียประโยชน์จากการใช้รถ

ในระหว่างที่รถยนต์ของท่านต้องเข้าอู่ซ่อม ท่านมีสิทธิเรียก ค่าเสียประโยชน์จากการใช้รถ หรือ ค่าเสียเวลา รถชน จากบริษัทประกันภัยของฝ่ายผิดได้ ซึ่งปัจจุบัน คปภ. ได้กำหนดอัตราขั้นต่ำไว้ชัดเจน (รายละเอียดจะกล่าวในหัวข้อถัดไป)

 

 2. เมื่อประกันปฏิเสธการจ่าย สาเหตุและข้อกฎหมายที่ต้องรู้

ปัญหาประกันไม่จ่ายค่าสินไหม มักเกิดจากการตีความข้อยกเว้นในกรมธรรม์ หรือข้อเท็จจริงในคดีที่ยังไม่ยุติ สาเหตุหลักที่พบบ่อยได้แก่

1. เมาแล้วขับ หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเมาสุรา ประกันภาคสมัครใจมักจะปฏิเสธความคุ้มครองต่อตัวรถของผู้เอาประกัน แต่ ต้องระวัง ว่าประกันยังมีความรับผิดต่อบุคคลภายนอกอยู่

2. ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ สำหรับประกันภาคสมัครใจ หากผู้ขับขี่ไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับขี่มาก่อน อาจเป็นเหตุให้ปฏิเสธการจ่ายได้ แต่หากใบขับขี่หมดอายุ หรือไม่ได้พกมาขณะเกิดเหตุ ประกันยังต้องรับผิดชอบ

3. ใช้รถผิดประเภท เช่น นำรถยนต์ส่วนบุคคลไปรับจ้างสาธารณะ

4. ประมาทร่วม กรณี ค่าสินไหมทดแทน กรณี ประมาทร่วม บริษัทประกันมักจะบ่ายเบี่ยงการจ่ายเต็มจำนวน หรือเสนอจ่ายเพียงกึ่งหนึ่ง โดยอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ซึ่งบัญญัติให้นำความประมาทของผู้เสียหายมาหักลบกลบหนี้กับค่าสินไหมทดแทน

 

 3. ขั้นตอนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เมื่อประกันไม่ยอมจ่าย

หากท่านประสบปัญหาบริษัทประกันประวิงเวลา จ่ายไม่ครบ หรือปฏิเสธการจ่าย ท่านควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ เพื่อ เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

 ขั้นตอนที่ 1 รวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน

การมีหลักฐานที่แน่นหนาเป็นกุญแจสำคัญ ท่านต้องเตรียมเอกสาร ดังนี้

 บันทึกประจำวันตำรวจ (ระบุคู่กรณีและความผิดชัดเจน)

         รูปถ่ายความเสียหายของรถยนต์และสถานที่เกิดเหตุ

         ใบรับรองแพทย์และใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล (กรณีบาดเจ็บ)

 เอกสารแสดงรายได้ (เพื่อเรียกค่าขาดรายได้)

         เอกสารการนำรถเข้าซ่อมและระยะเวลาที่ซ่อมจริง (เพื่อเรียก ฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์)

 

 ขั้นตอนที่ 2 ยื่นหนังสือทวงถาม (Notice)

ท่านควรทำหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังบริษัทประกันภัยโดยตรง ระบุรายละเอียดความเสียหายและจำนวนเงินที่ต้องการเรียกร้อง พร้อมแนบสำเนาหลักฐาน ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่าบริษัทได้รับเรื่องแล้ว

ระยะเวลาพิจารณา โดยปกติ เงินเคลมประกันรถ กี่วันได้ ตามประกาศ คปภ. บริษัทประกันต้องพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แล้วเสร็จและจ่ายเงินภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ตกลงค่าสินไหมกันได้ หรือวันที่ได้รับหลักฐานครบถ้วน หากล่าช้า บริษัทต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

 

 ขั้นตอนที่ 3 ร้องเรียนต่อ คปภ. (OIC)

หากการเจรจาไม่เป็นผล หรือบริษัทประกันเพิกเฉย ท่านสามารถนำเรื่องไปร้องเรียนที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งมีอำนาจในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท คปภ. มี หลักเกณฑ์ การจ่าย ค่าสินไหมทดแทน ที่ชัดเจน และสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งให้บริษัทประกันจ่ายเงินได้หากเห็นว่าบริษัทประวิงการจ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันควร

 

 ขั้นตอนที่ 4 การนำคดีขึ้นสู่ศาล

หากชั้นอนุญาโตตุลาการหรือการไกล่เกลี่ยที่ คปภ. ไม่สำเร็จ ขั้นตอนสุดท้ายคือ ขั้น ตอน การฟ้องคดีรถชน ต่อศาล โดยท่านสามารถฟ้องเป็น คดีผู้บริโภค ได้ ซึ่งมีข้อดีคือ

 ผู้เสียหาย (ผู้บริโภค) ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาล

 กระบวนการพิจารณารวดเร็ว เน้นการไกล่เกลี่ย

 ศาลมีอำนาจสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

 

 4. เจาะลึกสิทธิประโยชน์ที่มักถูกละเลย

ผู้เสียหายหลายท่านมักเรียกเพียงค่าซ่อมรถ แต่ความจริงแล้วท่านมีสิทธิเรียกร้องในส่วนอื่น ๆ ที่กฎหมายรับรอง ดังนี้

 

 4.1 เรียกค่าสินไหมจาก พ.ร.บ.

ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็นด่านแรกที่คุ้มครองผู้ประสบภัย โดยเรียกค่าสินไหมจากพรบ รถยนต์ ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิดในส่วนของ ค่าเสียหายเบื้องต้น (เช่น ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 30,000 บาท)

         หากพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูก สามารถเบิกส่วนเกินได้สูงสุด 80,000 บาท (บาดเจ็บ) หรือ 500,000 บาท (เสียชีวิต/ทุพพลภาพ)

 เรียกค่าสินไหมจากพรบ. จักรยานยนต์กรณีเสียชีวิต ก็ใช้วงเงินเดียวกันคือ 500,000 บาท (ปรับเพิ่มจากเดิม 300,000 บาท ตามคำสั่งนายทะเบียน คปภ.)

 

 4.2 ฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

นี่คือส่วนที่บริษัทประกันมักไม่เสนอจ่ายให้เอง ท่านต้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ส่วนนี้ด้วยตนเอง โดย คปภ. กำหนดอัตราขั้นต่ำไว้ตามประกาศ (มีผล 1 ม.ค. 2562) ดังนี้

 รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน ไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท

 รถยนต์รับจ้างสาธารณะไม่เกิน 7 คน ไม่น้อยกว่าวันละ 700 บาท

 รถยนต์นั่งเกิน 7 คน ไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 บาท

 ข้อควรรู้ ท่านสามารถเรียกได้ตามจริงหากพิสูจน์ได้ว่าเสียหายมากกว่าอัตราขั้นต่ำ

 

 4.3 การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ

หากวงเงิน พ.ร.บ. ไม่เพียงพอ ท่านสามารถ เรียกค่าสินไหมจากประกันคู่กรณี (ประกันภาคสมัครใจ ชั้น 1, 2, 3) ต่อเนื่องได้ทันที โดยเฉพาะค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ทั้งค่ารักษาส่วนเกิน ค่าซ่อมรถ และค่าทำขวัญ

 

 

 5. อายุความในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

เรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญมากในการใช้สิทธิทางศาล ท่านต้องทราบว่า เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกี่วัน หรือกี่ปีจึงจะหมดสิทธิ

1. คดีละเมิด กรณีฟ้องคู่กรณีที่เป็นผู้ทำละเมิด (คนขับรถฝ่ายผิด) อายุความคือ 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448)

2. คดีประกันภัย การฟ้องเรียกให้บริษัทประกันชดใช้ตามสัญญาประกันภัย มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882)

คำแนะนำ ควรรีบเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากประกัน หรือยื่นฟ้องภายในกำหนด หากปล่อยเนิ่นนาน หลักฐานอาจสูญหายและคดีอาจขาดอายุความได้

 

6. ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2534

         ศาลวินิจฉัยว่า การประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 นั้น บริษัทรับประกันภัยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกผู้เสียหาย แม้เหตุละเมิดจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่ก็ตาม เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายหรือกรมธรรม์ที่ระบุไว้ชัดแจ้ง (เช่น การกระทำโดยทุจริต) ดังนั้น บริษัทประกันจะอ้างเพียงว่าผู้ขับขี่ประมาทเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไม่ได้

 

         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2873/2525

         ศาลวางหลักว่า ค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดนั้น ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดทุกประการที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่จำกัดเฉพาะความเสียหายโดยตรงต่อทรัพย์สิน แต่รวมถึงค่าเช่ารถมาใช้แทนรถที่ถูกชนเสียหายระหว่างซ่อม (ค่าขาดประโยชน์) ด้วย

 

7. สรุป รถโดนชน เรียกร้องอะไรได้บ้าง

เมื่อท่านประสบเหตุ รถโดนชน เรียกร้องอะไรได้บ้าง มีรายการสิทธิประโยชน์ที่ท่านควรตรวจสอบ ดังนี้

1. ค่าซ่อมรถยนต์ (คืนสภาพเดิม)

2. ค่ารักษาพยาบาล (จาก พ.ร.บ. และ ประกันชั้น 13)

3. ค่าสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพ

4. ค่าขาดรายได้จากการทำงาน (ต้องมีเอกสารรับรอง)

5. ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (ระหว่างซ่อม)

6. ค่าเสียหายต่ออนามัยและจิตใจ (ค่าทำขวัญ)

 

การที่ประกันไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทน ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้สิทธิตามกฎหมาย ท่านควรตั้งสติ รวบรวมหลักฐาน และปฏิบัติตามขั้นตอน ตั้งแต่การเจรจา การร้องเรียน คปภ. ไปจนถึง การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อศาล การมีความรู้ทางกฎหมายที่ถูกต้องคือกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะทำให้ท่านได้รับความเป็นธรรม และได้รับอัตราค่าสินไหมทดแทน ตามที่ควรจะได้อย่างแท้จริง

 

อย่าปล่อยให้สิทธิของท่านสูญเปล่าเพียงเพราะคำปฏิเสธเบื้องต้นของบริษัทประกัน หากท่านมั่นใจในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จงยืนหยัดเรียกร้องความยุติธรรมตามขั้นตอนที่ได้แนะนำไว้


 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้